DSO, DIO, DPO และวงจรเงินสด คำนวณอย่างไร และบอกอะไรเรื่องเงินทุนหมุนเวียน
บริษัทที่ขายได้มากขึ้นอาจปิดเดือนด้วยเงินสดที่น้อยลง ถ้าลูกค้าจ่ายช้าลงหรือสินค้าค้างในคลังนานขึ้น ตัวชี้วัดสามตัวที่บอกเรื่องนี้คือ DSO, DIO และ DPO
ระยะเวลาเก็บเงิน (DSO)
ผลลัพธ์คือจำนวนวันโดยประมาณที่ยอดขายหนึ่งบาทใช้กว่าจะกลับมาเป็นเงินสด ในตัวอย่าง ลูกหนี้ปลายเดือนสิงหาคม 11.274 ล้านบาท เทียบกับรายได้ 10.921 ล้านบาท ได้ DSO ประมาณ 32 วัน
ลูกค้าจ่ายช้าลงทุกหนึ่งวัน เงินจะค้างในลูกหนี้เพิ่มประมาณรายได้หนึ่งวัน ในตัวอย่างนี้คือราว 0.352 ล้านบาท
ระยะเวลาถือสต็อก (DIO)
สต็อก 7.646 ล้านบาทในตัวอย่าง เท่ากับต้นทุนขายประมาณ 33 วัน สต็อกที่ถือนานขึ้นคือเงินที่จ่ายออกไปแล้ว แต่สินค้ายังขายไม่ออก
ควรดูแยกตามประเภทสต็อก ตัวอย่างมีทั้งสินค้าซื้อมาขาย สินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างทำ แต่ละกลุ่มลดลงได้ด้วยวิธีที่ต่างกัน
ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ (DPO)
บางบริษัทใช้ต้นทุนขายแทนยอดซื้อ ใช้แบบไหนก็ได้ ขอให้ใช้นิยามเดียวกันทุกเดือน
DPO ยาวขึ้นแปลว่าบริษัทใช้เงินของผู้ขายนานขึ้น แต่การยืดเวลาจ่ายเกินเงื่อนไขที่ตกลงไว้กระทบความสัมพันธ์และราคาที่ได้ ในแบบจำลองตัวอย่าง DPO คงที่ 30 วัน เจ้าหนี้ที่เพิ่มขึ้นจึงมาจากยอดซื้อที่เพิ่ม ไม่ได้มาจากการจ่ายช้าลง
วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle)
ตัวเลขนี้นับจำนวนวันที่บริษัทต้องใช้เงินของตัวเองหมุน ตั้งแต่จ่ายค่าสินค้าให้ผู้ขาย จนถึงวันที่เก็บเงินจากลูกค้าได้ ตัวอย่างได้ประมาณ 35 วัน
เงินทุนหมุนเวียนทางการค้า คือลูกหนี้ + สต็อก − เจ้าหนี้ เป็นเงินที่จมอยู่ในวงจรนี้ ในตัวอย่างเท่ากับ 12.550 ล้านบาท
เมื่อยอดขายโต
DSO, DIO และ DPO ไม่ได้เปลี่ยนกำไร สิ่งที่เปลี่ยนคือวันที่เงินเข้าและออก
ในเครื่องคำนวณเงินทุนหมุนเวียน เมื่อเพิ่มยอดขายเป็น 130% โดยไม่แตะระยะเวลาใดเลย เงินสดปลายงวดเพิ่มขึ้น 4.33 ล้านบาท เพราะกำไรต่อหน่วยกว้างพอให้การเติบโตหาเงินมาเองได้
ถ้ายอดขายโตเท่าเดิม แต่ลูกค้าจ่ายช้าเป็น 75 วัน และสต็อกค้าง 70 วัน เงินสดปลายงวดกลับลดลง 11.61 ล้านบาท ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การเติบโต แต่อยู่ที่วงจรเงินสดที่ยาวขึ้นพร้อมกัน
เครื่องคำนวณใช้แบบจำลองของรายงาน 09 ซึ่งเป็นข้อมูลตัวอย่างคนละชุดกับตัวเลขในหัวข้อก่อนหน้า ตัวเลขสองชุดนี้จึงเทียบกันไม่ได้
ใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้ในการทบทวนผล
เทียบ DSO กับเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้าจริง ถ้า DSO สูงกว่าเครดิตเทอม แปลว่ามีลูกค้าบางรายจ่ายเกินกำหนด รายงานอายุลูกหนี้จะบอกว่าเป็นรายใด
ตั้งเป้า DIO รายสินค้า สินค้าที่ขาดสต็อกแล้วเสียลูกค้า อาจคุ้มที่จะถือไว้นานกว่าสินค้าอื่น
DSO และ DIO ในตัวอย่างคำนวณจากยอดปลายเดือน จึงขยับตามจังหวะที่ขายหรือรับสินค้าในเดือนนั้น ให้ตัดสินจากแนวโน้มหลายเดือน ไม่ใช่จากเดือนเดียว
คำถามที่พบบ่อย
DSO สูงแปลว่าลูกค้าจ่ายช้าเสมอไหม
ไม่เสมอ DSO ที่คำนวณจากยอดปลายเดือนจะสูงขึ้นได้เมื่อยอดขายไปกองอยู่ช่วงปลายเดือน แม้ลูกค้าจ่ายตรงเวลา ให้ดูรายงานอายุลูกหนี้ประกอบ ถ้ายอดที่เกินกำหนดชำระเพิ่มขึ้นด้วย จึงสรุปได้ว่าลูกค้าจ่ายช้าลง
วงจรเงินสดติดลบได้ไหม
ได้ เมื่อบริษัทเก็บเงินจากลูกค้าและขายสินค้าออกได้ก่อนถึงกำหนดจ่ายผู้ขาย เช่น ร้านค้าปลีกที่ขายเป็นเงินสดและได้เครดิตจากผู้ขายนาน ในกรณีนี้ยิ่งขายมาก เงินสดในมือยิ่งเพิ่ม
อ่านต่อ
ตัวเลขในบทความเป็นข้อมูลสมมติจากไฟล์ตัวอย่าง ใช้แสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ผลประกอบการของบริษัทจริง


