บทความ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดอย่างไร: จากเงินเดือนถึงภาษีทั้งปี

เงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้หมายความว่าจะเอา 50,000 บาทไปคูณอัตราภาษีตรง ๆ

ต้องเริ่มจากเงินได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน และหักรายการที่ใช้ลดหย่อนได้ก่อน เหลือเท่าไรจึงเรียกว่า เงินได้สุทธิ (เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคิดภาษีตามขั้นอัตรา

ตัวอย่างเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือนในข้อมูลของ Rptic มีเงินได้ทั้งปี 600,000 บาท แต่เงินได้สุทธิที่นำไปคิดภาษีเหลือ 429,500 บาท และภาษีทั้งปีอยู่ที่ 20,450 บาท

ถ้าต้องการเทียบกับรายได้ของตัวเอง สามารถ เช็กตัวเลขภาษีจากเงินเดือนของคุณ ได้ เครื่องมือนี้เป็นการประมาณภาษีและไม่ใช่การยื่นแบบแทนผู้เสียภาษี

เงินเดือน 50,000 บาทเปลี่ยนเป็นเงินได้สุทธิ 429,500 บาทได้อย่างไร

ตัวอย่างนี้สมมติว่ามีเงินเดือนอย่างเดียวตลอด 12 เดือน และใช้รายการพื้นฐานตามข้อมูลของเครื่องมือ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดือน ค่าลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคม

ลำดับตัวเลขเป็นดังนี้

รายการจำนวน
เงินได้ทั้งปี600,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย100,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท
หักประกันสังคม10,500 บาท
เงินได้สุทธิ429,500 บาท
ภาษีทั้งปี20,450 บาท

เงินได้ทั้งปี 600,000 บาทมาจากเงินเดือน 50,000 บาทตลอด 12 เดือน

จากนั้นหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท โดยข้อมูลที่ใช้กำหนดไว้ว่าเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

หลังจากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคม 10,500 บาท จึงเหลือเงินได้สุทธิ 429,500 บาท

จุดที่สำคัญคือ ภาษีไม่ได้คิดจากเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน และไม่ได้คิดจากเงินได้ทั้งปี 600,000 บาทโดยตรง แต่คิดจากเงินได้สุทธิ 429,500 บาท

ถ้าต้องการดูตัวอย่างเดียวกันในเครื่องมือ สามารถเปิด ตัวอย่างเงินเดือน 50,000 บาท เพื่อเทียบแต่ละขั้นกับตัวเลขข้างต้นได้

เงินได้สุทธิถูกแบ่งคิดภาษีทีละช่วง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิแต่ละส่วนจึงใช้อัตราไม่เท่ากัน

เงินได้สุทธิอัตรา
0 – 150,000 บาทยกเว้น
150,001 – 300,000 บาท5%
300,001 – 500,000 บาท10%
500,001 – 750,000 บาท15%
750,001 – 1,000,000 บาท20%
1,000,001 – 2,000,000 บาท25%
2,000,001 – 5,000,000 บาท30%
เกิน 5,000,000 บาท35%

สำหรับตัวอย่างที่มีเงินได้สุทธิ 429,500 บาท การคิดภาษีแบ่งเป็น 3 ส่วน

รวมภาษีทั้งปี 20,450 บาท

วิธีคิดแบบนี้ทำให้เห็นว่าอัตราภาษีสูงสุดที่เงินได้ของเราไปถึง ไม่ใช่อัตราที่ใช้กับเงินได้ทั้งหมด

อยู่ในฐาน 35% ไม่ได้แปลว่าเสียภาษี 35% ของรายได้ทั้งหมด

ตัวอย่างจากข้อมูลเงินเดือน 200,000 บาทต่อเดือนมีเงินได้ทั้งปี 2,400,000 บาท

หลังหักรายการตามสมมติฐานของตารางแล้ว เงินได้สุทธิอยู่ที่ 2,229,500 บาท และภาษีทั้งปีอยู่ที่ 433,850 บาท

ภาษีจำนวนนี้คิดเป็นประมาณ 18.08% ของเงินได้ทั้งปี ไม่ใช่ 35%

สาเหตุคือเงินได้สุทธิช่วงแรกยังใช้อัตรายกเว้น 5%, 10%, 15%, 20% และ 25% ตามลำดับ ก่อนที่ส่วนซึ่งเกิน 2,000,000 บาทจะเข้าอัตรา 30%

ในตารางตัวอย่างเงินเดือน 200,000 บาท เงินได้สุทธิยังไม่ถึงช่วงเกิน 5,000,000 บาทที่ใช้อัตรา 35% ด้วยซ้ำ

ดังนั้นเวลาเห็นคำว่า “ฐานภาษี 20%” หรือ “ฐานภาษี 30%” ควรอ่านว่าเป็นอัตราที่ใช้กับเงินได้สุทธิในช่วงนั้น ไม่ใช่อัตราที่นำไปคูณกับเงินเดือนทั้งหมด

เงินเดือนเท่ากัน แต่ค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น 10,000 บาทไม่ได้ประหยัดภาษีเท่ากันทุกคน

ผลของค่าลดหย่อนขึ้นอยู่กับว่าเงินได้สุทธิของแต่ละคนอยู่ตรงช่วงใดของตารางภาษี

ข้อมูลตัวอย่างใช้ RMF เพิ่ม 10,000 บาท แล้วเปรียบเทียบภาษีก่อนและหลังหักรายการดังกล่าว

เงินเดือนภาษีเดิมหลัง RMF 10,000 บาทภาษีลดลง
30,000 บาท1,975 บาท1,475 บาท500 บาท
40,000 บาท8,450 บาท7,475 บาท975 บาท
50,000 บาท20,450 บาท19,450 บาท1,000 บาท
60,000 บาท34,925 บาท33,425 บาท1,500 บาท
80,000 บาท72,900 บาท70,900 บาท2,000 บาท
100,000 บาท122,375 บาท119,875 บาท2,500 บาท
200,000 บาท433,850 บาท430,850 บาท3,000 บาท

เงินเดือน 50,000 บาทลดเงินได้สุทธิลง 10,000 บาทแล้วภาษีลดลง 1,000 บาท

แต่เงินเดือน 30,000 บาท ภาษีลดลงเพียง 500 บาท

ส่วนเงินเดือน 200,000 บาท ภาษีลดลง 3,000 บาท

จึงไม่ควรดูเฉพาะจำนวนเงินที่นำไปลดหย่อนแล้วคาดว่าทุกคนจะประหยัดภาษีในสัดส่วนเดียวกัน ต้องดูด้วยว่าเงินได้สุทธิส่วนที่ถูกลดออกเดิมอยู่ในอัตราภาษีช่วงใด

ทำไมเงินเดือน 40,000 บาทเพิ่มค่าลดหย่อน 10,000 บาท แต่ภาษีลดลง 975 บาท

กรณีเงินเดือน 40,000 บาทช่วยให้เห็นการทำงานของภาษีแบบขั้นบันไดชัดขึ้น

ก่อนเพิ่มค่าลดหย่อน เงินได้สุทธิอยู่ที่ 309,500 บาท ซึ่งสูงกว่าขอบบนของช่วง 5% อยู่ 9,500 บาท

เมื่อลดเงินได้สุทธิลง 10,000 บาท เงิน 9,500 บาทแรกที่ลดออกเดิมอยู่ในช่วง 10% แต่เงินอีก 500 บาทลงมาอยู่ในช่วง 5%

ผลจึงไม่ใช่ 1,000 บาทเต็ม แต่เป็นภาษีที่ลดลง 975 บาท

กรณีนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมการเอา “ค่าลดหย่อน × อัตราภาษีสูงสุดของเรา” ไปคิดตรง ๆ อาจให้ผลไม่ตรงกับภาษีจริง ถ้าค่าลดหย่อนทำให้เงินได้สุทธิข้ามลงไปอีกช่วงหนึ่ง

ค่าลดหย่อนไม่ได้ทำให้ภาษีติดลบ

ข้อมูลตัวอย่างเงินเดือน 30,000 บาทมีภาษีทั้งปี 1,975 บาท

ถ้าใช้ RMF 50,000 บาท ภาษีลดลงเหลือศูนย์ ดังนั้นผลที่ประหยัดได้คือ 1,975 บาท ไม่ใช่มูลค่าที่คำนวณจาก 50,000 บาทเต็มจำนวนแล้วได้มากกว่าภาษีที่มีอยู่

ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าการมีวงเงินลดหย่อนเหลืออยู่ ไม่ได้แปลว่าการใช้วงเงินเพิ่มจะลดภาษีได้เท่ากันเสมอ

ควรดูภาษีเดิม เงินได้สุทธิ และช่วงอัตราภาษีของตัวเองพร้อมกัน

สำหรับเงินเดือน 100,000 บาท ตัวอย่าง RMF 50,000 บาททำให้ภาษีลดลง 11,475 บาท ซึ่งต่างจากกรณีเงินเดือน 30,000 บาทอย่างชัดเจน

จากเงินเดือนถึงภาษีทั้งปี ให้ดูตัวเลขตามลำดับนี้

  1. ถ้าต้องการตรวจตัวเลขของตัวเอง ให้เริ่มจากเงินได้ทั้งปีก่อน
  2. จากนั้นหักค่าใช้จ่าย แล้วหักค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ จึงจะได้เงินได้สุทธิ
  3. นำเงินได้สุทธิไปแบ่งตามช่วงอัตราภาษี ไม่ใช่นำรายได้ทั้งก้อนไปคูณด้วยอัตราสูงสุด
  4. เมื่อรวมภาษีจากทุกช่วงแล้ว จึงได้ภาษีทั้งปี

ตัวเลขภาษีทั้งปีนี้เป็นตัวเลขที่ใช้สำหรับเปรียบเทียบกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายว่าตอนยื่นแบบจะมีส่วนต่างหรือไม่

ถ้าต้องการลองเปลี่ยนเงินเดือนหรือค่าลดหย่อน สามารถใช้ โปรแกรมคำนวณภาษีสำหรับเงินเดือนและเงินได้จากงาน ได้ เครื่องมือนี้ครอบคลุมเงินเดือนและค่าจ้างตามเงินได้ 40(1) และเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งตาม 40(2) พร้อมค่าลดหย่อนที่ใช้บ่อย ไม่ครอบคลุมค่าเช่า ค่าวิชาชีพ รายได้ธุรกิจ หรือเงินได้ประเภท 40(5)–40(8)

FAQ

เงินเดือน 25,000 บาทต้องเสียภาษีไหม

ตามตารางตัวอย่าง เงินเดือน 25,000 บาทมีเงินได้ทั้งปี 300,000 บาท เงินได้สุทธิ 129,500 บาท และภาษีทั้งปีเป็น 0 บาท

เงินเดือน 30,000 บาทเสียภาษีเท่าไร

ตามสมมติฐานในตาราง เงินเดือน 30,000 บาทมีเงินได้ทั้งปี 360,000 บาท เงินได้สุทธิ 189,500 บาท และภาษีทั้งปี 1,975 บาท

ถ้าเงินได้สุทธิอยู่ในช่วง 20% ต้องเสีย 20% ของเงินเดือนทั้งหมดหรือไม่

ไม่ใช่ อัตรา 20% ใช้เฉพาะเงินได้สุทธิส่วนที่อยู่ในช่วง 750,001–1,000,000 บาท ส่วนเงินได้สุทธิช่วงก่อนหน้านั้นใช้อัตราของแต่ละช่วง

ลดหย่อนเพิ่ม 10,000 บาท ภาษีจะลด 10% หรือ 20% เสมอไหม

ไม่เสมอ ผลขึ้นอยู่กับว่าเงินได้สุทธิที่ถูกลดออกอยู่ในช่วงอัตราใด และค่าลดหย่อนนั้นทำให้เงินได้สุทธิข้ามช่วงภาษีหรือไม่ ตัวอย่างเงินเดือน 40,000 บาทใช้ RMF 10,000 บาทแล้วภาษีลดลง 975 บาท

ถ้ามีค่าลดหย่อนมากกว่าภาษีที่ต้องจ่าย จะได้เงินส่วนเกินกลับมาหรือไม่

จากข้อมูลตัวอย่างที่ให้มา เมื่อเงินเดือน 30,000 บาทใช้ RMF 50,000 บาท ภาษีลดลงจาก 1,975 บาทเหลือศูนย์ และผลที่ประหยัดได้คือ 1,975 บาท ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ระบุว่าค่าลดหย่อนส่วนที่เกินจะทำให้เกิดเงินคืนเพิ่มเติม

แหล่งที่มาของตัวเลข

ตัวเลขในบทความเป็นค่าประมาณจากเครื่องคำนวณของ rptic.com โดยใช้กฎ ภ.ง.ด.90/91 ปีภาษี 2568 ของกรมสรรพากร ซึ่งยังใช้เป็นฐานสำหรับการวางแผนปี 2569 จนกว่าคู่มือปีภาษี 2569 จะเผยแพร่ ส่วนตัวเลขประกันสังคมปี 2569 ใช้ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

อ่านต่อ

ไฟล์ Excel ของทุกรายงานดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งฉบับไทยและอังกฤษ